แอพเรียกแท็กซี่ EasyTaxi GrabTaxi และ Uber แตกต่างกันอย่างไร

ในปัจจุบันนี้มี 3 แอพที่กำลังทำตลาดในเมืองไทยอย่างเมามันส์คือ EasyTaxi, GrabTaxi และ Uber เพื่อแก้ปัญหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสารมารยาทแย่ ขับขี่ไม่ปลอดภัยและหนักสุดคือทำตัวเยี่ยงโจร เป็นปัญหาคาราคาซังที่ผ่านมานานหลายปีผ่านไปก็ไม่มีหน่วยงานใดสามารถจัดการ ได้ ล่าสุดเล็งขอขึ้นค่าโดยสารขึ้นอีกโดยยังไม่เห็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพของผู้ขับขี่อย่างเป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก ซึ่งวันนี้สมาร์ทโฟนที่ถืออยู่อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ โดยได้พัฒนาแอพในการเรียกแท็กซี่ โดยมีความแตกต่างกันดังนี้

1.EasyTaxi & GrabTaxi  บริการจะคล้ายกันมาก ปกติจะเจอแท็กซี่รับทั้งสองแอพนี้ในเวลาเดียวกัน EasyTaxi จะคิดค่าเรียกถูกกว่าเล็กน้อย แต่ GrabTaxi จะทำตลาดดุกว่ามากและมีแคมเปญการตลาดพร้อมโปรโมชั่นส่วนลดเพียบ

2.Uber Black บริการแท็กซี่แบบลิมูซีน เอารถป้ายเขียวมาวิ่งรับผู้โดยสาร พบรถกันขั้นต่ำก็ Camry Accord หรือไปสุดที่ Mercedez หรือ BMW กันเลยทีเดียว แต่ค่าบริการก็จะแพงกว่าปกติพอสมควรเช่นกันและรถมีไม่มากนัก

3.Uber X บริการแท็กซี่โดยใครๆก็สมัครทำได้ หรือเรียกง่ายๆว่าเป็นรถทะเบียนขาว-ดำ ที่ขับกันทั่วไป มีตั้งแต่ toyota vios-altis ค่าบริการช่วงแนะนำจะถูกว่าแท็กซี่ทั่วไปแต่ต่อไปยังไม่ทราบ บางคนก็เป็นห่วงคือความปลอดภัย เพราะเป็นใครที่ไหนมาขับก็ไม่มีใครรู้ สำหรับ Uber X เป็นบริการที่เปิดให้บริการมาแล้วในหลายประเทศ

ข้อควรรู้ มีด้วยกันดังนี้

– ระบบการคิดเงินค่าเดินทางของ Uber และ EasyTaxi+GrabTaxi ต่างกัน

– EasyGrab จะเป็นการวางระบบครอบปกติเท่านั้น การคิดเงินค่าเดินทางยังใช้มิเตอร์ปกติ รถวิ่งคิดเงินกม.ละ 5 บาท รถจอดหรือติดคิด 1.5 บาทต่อนาที

– Uber จะทำระบบขึ้นมาใหม่เลย และจะรถวิ่งหรือรถจอดก็เสียเงินคิด ไม่มีหยุดอันใดอันหนึ่ง แต่โดยรวมยังถูกกว่าแท็กซี่อยู่ราว 10-15%

– Uber ไม่ต้องควักเงินเสียค่าทางด่วนให้คนขับ เพราะมันจะหักในยอดรวมอยู่แล้ว

– Uber จะไม่มีมิเตอร์บอกค่าใช้จ่ายปัจจุบันเป็นเท่าไหร่อย่างไร ไปรอลุ้นอีกทีตอนบิลแจ้งค่าบริการเข้ามาในอีเมล์เท่านั้น

– ทั้ง Uber และ EasyGrab จะคิดค่าบริการเมื่อเราขึ้นรถแล้วเท่านั้น ใครโดนกดก่อนโปรดโวยหรือร้องเรียนไปที่ Call Center ของแอพนั้นๆ

สาเหตุที่หลายๆคนยังไม่ใช้งานบริการ คือ

– มีค่าเรียกรถ 20-25 บาท

– จำนวนรถที่ใช้แอพยังมีไม่มาก ต้องรอแท็กซี่วิ่งมาหา

– ต้องกดเรียกผ่านสมาร์ทโฟนวุ่นวาย ยืนริมถนนเรียกเลยง่ายกว่า

ประโยชน์มากมายสำหรับผู้ใช้บริการ GrabTaxi

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้บริการรถแท็กซี่บ่อยๆ จะต้องพบเจอกับปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ผู้ใช้บริการเกิดอารมณ์เบื่อหน่าย และเสียเวลามาก จึงทำให้นักพัฒนาแอพเกิดไปเดียขึ้น โดยแอพ GrabTaxi ตัวใหม่นี้มีหน้าที่หลักคือเรียกใช้บริการรถแท็กซี่  เพียงกดปุ่มเพียงแค่ 2 ปุ่ม เราก็สามารถที่จะเรียก Taxi ที่อยู่รอบๆ ให้เข้ามารับเรากันได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอนาน เพียงแค่ระบุเส้นทางที่ต้องการไป แท็กซี่ที่อยู่ใกล้ก็จะกดรับ และขับรถพาเราไปส่งตามจุดหมายปลายทางได้ ด้วยระบบ GPS  และมีค่าธรรมเนียมการเรียกใช้บริการ 25 บาท เท่านั้น

ข้อดีของ GrabTaxi มีดังนี้

1.แอพใช้งานง่ายมาก มีรายละเอียดชัดเจน ผู้ที่ไม่ค่อยรู้เรื่องเทคโนโลยีก็สามารถหัดใช้ได้

2.มีข้อมูลคนขับชัดเจน ปลอดภัย รู้ข้อมูลในเบื้องต้นและสามารถแชร์ให้กับคนอื่นๆทราบ

3.รองรับภาษาไทย ทำให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้นทั้งคนขับและผู้โดยสาร

4.สามารถเก็บบันทึกสถานที่ที่เราเคยไป เมื่อต้องไปยังจุดหมายเดิมก็สะดวกรวดเร็ว

5.สามารถให้คะแนนคนขับได้ หรือตัดคะแนนคนขับได้ เมื่อบริการไม่เหมาะสม

6.เรียกแล้วแท็กซี่มาแน่นอน แต่ต้องใช้เวลาซักนิดนึง เพราะบางคันมาไกลพอสมควร

7.มีโปรโมชั่นลดราคาบ่อยๆ ในบางครั้งลดราคาครึ่งหนึ่งก็มีช่วยให้ประหยัดไปได้เยอะ

8.เมื่อลืมของไว้บนรถ สามารถติดตามได้ง่าย เพราะมีชื่อและเบอร์โทรคนขับรถ

GrabTaxi เป็นธุรกิจที่เน้นพัฒนาเพื่อสังคม ที่จะเข้ามาช่วยเหลือในส่วนของผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ Taxi ให้เกิดความเชื่อมั่น ว่าจะได้รับบริการที่ รวดเร็ว ปลอดภัย และเกิดความมั่นใจในการใช้บริการ ซึ่งผู้ที่จะให้บริการ Taxiใน GrabTaxi ได้นั้นจะต้องผ่านการคัดกรองมาแล้ว GrabTaxi จึงมีแนวคิดที่น่าสนใจ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการให้บริการรถ Taxi ให้เกิดความมั่นใจในการใช้บริการ

นอกจากนี้เรายังสามารถโทรหาแท็กซี่ที่กำลังมารับ และดูหน้าตาและชื่อของผู้ขับ รวมไปถึงป้ายทะเบียนได้ด้วย และเมื่อเราอยู่ระหว่างเส้นทางเราก็สามารถเปิดแผนที่ในแอพได้ว่าแท็กซี่พาเราออกนอกเส้นทางหรือไม่จะได้ไหวตัวทันนั่นเองนับเป็นประโยชน์มากทีเดียว

การปราบปรามและแก้ไขปัญหาแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์

ปัจจุบันแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์กำลังเป็นปัญหารุนแรงโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ๆ เช่น ขอนแก่น อุดร ที่แท็กซี่มักจะคิดราคาเหมา ส่วนใหญ่จะทำผิดไม่ยอมกดมิเตอร์จนถูกร้องเรียนและถูกจับไปหลายราย แต่ก็ไม่เคยเข็ด ส่วนบริษัทอื่นๆโดนร้องเรียนน้อยมาก จึงมีผู้ฝากมาบอกและเตือนหากไปทำธุระหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่บริการของบริษัทดังกล่าวให้ระวังและร้องเรียนหากไม่มีการกดมิเตอร์ แต่ละเดือนมีรถแท็กซี่เสียค่าปรับฐานไม่กดมิเตอร์เฉลี่ยประมาณ 1,000 คันต่อเดือน ซึ่งกรมการขนส่งทางบก อยู่ระหว่างศึกษาเตรียมแก้ไขกฎหมายเพิ่มโทษสูงสูด โดยจะเพิ่มระยะเวลาแบล็กลิสต์ในการเพิกถอนใบอนุญาตจากเดิม 1 เดือน เป็น 1 ปี ในกรณีทำผิดซ้ำซาก ส่วนที่ดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย คือ การนำผู้ฝ่าฝืนเข้ารับการอบรมปรับทัศนคติเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ที่ได้เริ่มดำเนินแล้ว

จำนวนแท็กซี่ที่ผ่านการตรวจสอบสภาพรถและจูนมิเตอร์หลังมีประกาศปรับอัตราค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ในเขต กทม.ครั้งล่าสุด ขณะนี้มีแท็กซี่เข้ามารับการตรวจสภาพรถ ปรับจูนมิเตอร์ จนได้สัญลักษณ์สติกเกอร์สีฟ้าติดบริเวณด้านซ้ายบนหน้ารถเกือบ 50,000 คันแล้ว จากแท็กซี่ที่ขึ้นทะเบียนไว้ทั้งหมด 1.1 แสนคัน แต่คาดว่าจะมีรถวิ่งจริงอยู่ที่ 85,000 คัน และหลังการปรับขึ้นราคาแท็กซี่รอบใหม่ มีเสียงร้องเรียนถึงค่าโดยสารที่แพงขึ้นอยู่บ้าง แต่ไม่เท่ากรณีแท็กซี่เรียกค่าบริการในราคาเหมาจ่าย โซนช็อปปิ้งย่านดังอย่างเซ็นทรัลเวิลด์หรือสยาม ซึ่งทางกรมกำลังส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วนแล้ว แต่ยังมีแท็กซี่น้ำดีอีกกลุ่มที่กำลังรวมตัวกันสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอาชีพแท็กซี่ ด้วยการอบรมสมาชิกคนขับแท็กซี่ด้วยกัน

ปัญหารถแท็กซี่ไม่กดมิเตอร์มีจำนวนมาก แต่ปัญหาใหญ่กว่าคือลูกค้าส่วนใหญ่จะยอม เนื่องจากต้องการความสะดวกสบาย ที่ผ่านมากองตรวจการกรมการขนส่งไปตั้งด่านตรวจหลายครั้ง และสามารถจับกุมผู้ขับรถที่กระทำความผิดได้ทุกครั้ง แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะขอความร่วมมือให้กดมิเตอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด เนื่องจากอัตราจัดเก็บจากมิเตอร์ไม่สะท้อนต้นทุนแท้จริงของค่าครองชีพปัจจุบัน ที่ราคาน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่ากินอยู่ ล้วนปรับขึ้นไปหมด แต่ค่าโดยสารแท็กซี่มิเตอร์ยังเป็นอัตราเดิมที่เก็บแล้วขาดทุน ไม่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ จำเป็นต้องขอต่อรองเหมาจ่ายกับผู้โดยสารเพื่อให้สามารถอยู่ได้

วิธีการสมัครเป็นคนขับ UBER และความแตกต่างของประเภทรถที่ใช้

แท็กซี่ UBER เริ่มมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลาย มีผู้สนใจสมัครขับรถ uber กันมากขึ้น เนื่องจากรายได้ที่ได้รับต่อวันนั้นมีรายได้ที่สูง สำหรับในบทความนี้จะบอกวิธีการสมัครเป็นคนขับ และความแตกต่างของประเภทรถที่ใช้กัน

ความแตกต่างระหว่าง Uber Black และ Uber X

รถที่นำมาขับเกือบทั้งหมดจะเป็นแคมรี่ ไม่จำกัดสีว่าจะเป็นสีอะไร แต่ว่า ส่วนมากแล้วจะไม่เป็นสีขาวก็สีดำกันทั้งนั้น เพราะส่วนมากคนที่มีรถมาขับแบบนี้ได้มักจะเป็น คนขับรถสำหรับรับผู้โดยสารต่างประเทศ ระหว่างที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เมื่อไม่มีแขก คนเหล่านี้ก็จะเลือกที่จะเปิด Partner App เพื่อรอรับกลุ่มลูกค้า UBER อีกส่วนหนึ่ง ยิ่งถ้าคนขับมีบุคคลิกและมีทักษะการพูดภาษาอังกฤษที่ดีย่อมได้เปรียบพอสมควร ทั้งนี้สำหรับคนที่จะเลือกที่จะสมัครเพื่อมาขับ UBER BLACK นั้นแปลว่ารถจะต้องเป็นแคมรี่หรือเทียบเท่าเท่านั้นเอง ส่วนหลักเกณฑ์อื่นๆ คือว่าจะต้องไม่เก่าเกินไปอีกด้วย เพื่อให้ภาพลักษณ์ของการบริการยังคงไว้ซึ่งความหรูหรา สำหรับรถที่จะเอามาขับเป็น UBERX นั้นจะได้อัตราการตอบแทนต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง ทั้งราคาต่อนาที และ ราคาค่าโดยสารต่อระยะทาง ทั้งนี้ เพราะ รถที่เอามาขับนั้นก็จะเป็นรถที่ราคาเฉลี่ยในตลาดจะต่ำกว่ารถ CAMRY อย่างน้อยครึ่งหนึ่งนั่นเอง

เอกสารเพื่อใช้สำหรับการเอารถเข้าไปใช้ขับในระบบของ UBER ผู้ขับต้องเตรียมเอกสาร และนำรถมาเช็คสภาพก่อน สำหรับเอกสาร มีดังนี้
1. สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เพื่อเป็นเอกสารยืนยันว่า รถคันนี้ได้มีการประกันชั้นหนึ่งเอาไว้แล้ว และระหว่างที่จะใช้รถนี้ขับอูเบอร์ จะต้องมีประกันอยู่เท่านั้น
2. สำเนาใบต่อภาษีรถยนต์ประจำปี เพื่อบอกว่ารถนี้ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องแล้ว
3. สำเนารายการจดทะเบียนรถ

ความคุ้มค่าในการขับ UBER

รายได้คุณจะไม่สามารถดูได้จากการที่ลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาในระบบได้แต่เพียงอย่างเดียวเพราะ ตอนนี้สิ่งที่ทาง UBER กำลังทำคือ ทำการส่งเสริมทั้งคนที่จะนั่งด้วยอัตราค่าโดยสารที่ประหยัดกว่าแท็กซี่ เมื่อเทียบกับ UBERX และ บริการที่ดีกว่า Taxi อย่างมากเมื่อเทียบกับ UBER BLACK ทางสำนักงานส่วนกลางของ UBER เองจะจ่ายเงินเพิ่มให้อีกต่อเที่ยวเข้าไป โดยถ้าหากว่ายิ่งขับมากรอบ จะทำให้ได้เงินต่อรอบมากขึ้นไปด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อส่งเสริมให้คนมาขับกันมากขึ้น

แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารเป็นปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข

taxiปัจจุบันกระแสในโซเชียลเน็ตเวิร์คเกิดการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรกวดขันจับกุมคนขับรถแท็กซี่โดยสารสาธารณะที่ปฏิเสธผู้โดยสารโดยเฉพาะบริเวณย่านแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในกรุงเทพฯ ซึ่งคนขับรถแท็กซี่มักจอดรถรอผู้โดยสารโดยส่วนใหญ่จะเลือกรับผู้โดยสารต่างชาติว่า กรณีรถแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารนั้นตามกฎหมายพ.ร.บ.จราจรทางบกปี2522มาตรา 93ระบุว่า ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับจ้างบรรทุกคนโดยสารโดยไม่มีเหตุอันควรถือเป็นความผิด มีโทษปรับไม่เกิน1,000 บาทอีกทั้งทางกรมการขนส่งทางบกจะมีมาตรการลงโทษตามกฎหมายด้วยการตัดคะแนนความประพฤติในการขับขี่รถ 20 คะแนนและถูกพักใบอนุญาตขับขี่15 วันซึ่งในส่วนของพื้นที่ท่องเที่ยวต่างๆที่รถแท็กซี่มักปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารโดยเฉพาะผู้โดยสารที่จะเดินทางในระยะใกล้

ปัญหาน่าเบื่อของคนที่ต้องรีบเร่งเดินทางและเลือกใช้บริการแท็กซี่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แต่พอโบกเรียกทีไรก็ต้องทำอารมณ์เสียทุกที เมื่อโดนปฏิเสธไม่ไป ไม่ว่าง กลายเป็นว่ากว่าจะเรียกแท็กซี่ได้ก็เสียเวลาพอๆ กันกับการขึ้นรถเมล์ ซึ่งการร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ถึงเรื่องการปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารมาเป็นอันดับหนึ่งมากถึง 2,633 ราย ก็สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าแท็กซี่สมัยนี้เลือกรับผู้โดยสาร โดยหลากหลายเหตุผลปฏิเสธก็มีตั้งแต่ ส่งรถ ไปเติมแก๊ส หรือแค่เพียงเราเอ่ยปากสถานที่เท่านั้น แท็กซี่ก็ส่ายหัวปฏิเสธแบบไร้เหตุผล

ผู้โดยสารจำนวนมากแจ้งร้องเรียนกรณีรถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร โกงมิเตอร์ พูดจาไม่สุภาพ มากมายและต่อเนื่อง ปัญหานี้กรมการขนส่งทางบกส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ  พบว่าเป็นจริงตามที่ร้องเรียนมา โดยเฉพาะที่บริเวณห้างมาบุญครอง  เซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน แพลทินั่ม สถานที่ดังกล่าวเป็นแหล่งชุมนุมของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลกระทบด้านการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง จึงทำแผนเอาผิดแก่รถแท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร โกงมิเตอร์ พูดจาไม่สุภาพ กรมการขนส่งทางบกร่วมกับตำรวจจราจร ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และสหกรณ์แท็กซี่ แก้ไขปัญหาเหล่านี้พร้อมเตรียมพิจารณาปรับบทลงโทษให้หนักขึ้น

นอกจากปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารแล้ว อีกปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องแท็กซี่เถื่อนที่มีอยู่เกลื่อนไปหมด ซึ่งตอนนี้จำนวนแท็กซี่ในกรุงเทพฯมีทั้งหมดประมาณ 100,000 คัน และในจำนวนนี้คนขับที่มีใบขับขี่รถรับจ้างสาธารณะถูกต้องตามกฎหมายมีอยู่ประมาณ 20,000 คนเท่านั้น นโยบายแก้ปัญหาออกมาแล้วยังตามมาด้วยนโยบายและโครงการอื่นๆ ที่หวังช่วยพัฒนาและยกระดับมาตรฐานแท็กซี่ด้วย ที่หวังช่วยจัดระบบสหกรณ์แท็กซี่ ในการให้ความช่วยเหลือด้านสวัสดิการรักษาพยาบาล และราคาพลังงาน พร้อมรับปากจะเร่งหารือกับสหกรณ์แท็กซี่ เพื่อให้รับภาระค่าพลังงานต่อไปก่อน

การเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ที่ประเทศญี่ปุ่น

การเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ที่ประเทศญี่ปุ่น
การเดินทางเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในบางครั้งหากต้องการเดินทางในระยะทางสั้นๆ ประมาณ 2-4 กิโลเมตร โดยเดินทางพร้อมกัน 2-4 คน และหากไม่อยากที่จะเดิน และไม่ต้องการที่จะรอขึ้นรถบัส หรือเที่ยวเพลินจนตกรถไฟเที่ยวสุดท้ายแล้วตัวเลือกที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวก ประหยัดเวลา และประหยัดแรง คือการเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ การใช้บริการรถแท็กซี่จะทำให้เราเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนในประเทศญี่ปุ่นสนุกและผ่อนคลายมากขึ้นไม่ต้องกังวลกับตารางรถโดยสารประจำทาง แต่ความสะดวกที่ให้นั้นแน่นนอนว่าอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเดินทางในรูปแบบอื่นๆ

จุดเรียกแท็กซี่ Takushii noriba ส่วนมากคนญี่ปุ่นจะขึ้นรถที่ จุดเรียกแท็กซี่ซึ่งจะมีอยู่ตามหน้าสถานีรถไฟ หน้าโรงแรม อาคารใหญ่ๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ การสำรองที่นั่งล่วงหน้าทำได้ที่ ฮิโนมารูลีมูซีนแท็กซี่ การโบกเรียกตามท้องถนน ไม่ค่อยแนะนำ การเรียกแท็กซี่ในญี่ปุ่นแต่ละครั้งนั้นจะต้องสังเกตที่ไฟมุมล่างขวาที่ด้านหน้ากระจกรถสว่างอยู่ จะมีสองสีและเป็นตัวอักษรญี่ปุ่นอยู่ ไฟสีแดง มีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นแสดงว่าแท็กซี่คันนั้นว่างและพร้อมจะรับผู้โดยสารไฟสีเขียว มีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นแสดงว่าแท็กซี่คันนั้นไม่ว่างหรือมีคนจองอยู่แล้ว

ข้อดีของรถแท็กซี่

– คนขับรถมีความน่าเชื่อถือ
– คนขับรถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายจะสวมสูทดูเรียบร้อยพร้อมกับสวมถุงมือสีขาว และพร้อมที่จะบริการและปฏิบัติต่อผู้โดยสารอย่างสุขภาพยิ่ง
– มีระบบความปลอดภัยสูง ทั้งเรื่องความเร็ว และการจำกัดผู้โดยสาร
– ปัจจุบันภายในรถแท็กซี่ส่วนมากจะมี Navigator เพื่อใช้ในการตรวจสอบเส้นทาง เพียงแค่คนขับรถใส่ชื่อสถานที่ปลายทาง หรือหมายเลขโทรศัพท์ของสถานที่ที่เราต้องการไปเครื่องจะค้นหาเส้นทางให้โดยอัตโนมัติ
– มีความเป็นระเบียบในการรอคิวของรถที่จุดเรียกแท็กซี่ในญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นนั้นจะมีระบบการเข้าคิว
– ในการชำระค่าโดยสาร เพียงแต่จ่ายตามมิเตอร์ได้เลย เพราะญี่ปุ่นไม่มีการจ่ายทิป
– อนึ่ง ข้อควรระวังในการขึ้นแท็กซี่ คือ ในการขึ้นและลงจากรถแท็กซี่คุณไม่ต้องเปิดปิดประตูรถด้วยตนเอง เพราะประตูรถแท็กซี่ที่ญี่ปุ่นเปิดปิดเองได้ด้วยระบบอัตโนมัติโดยการควบคุมของคนขับรถ

All Thai Taxi บริการรถแท็กซี่จากนครชัยแอร์ เรียกใช้ผ่านแอปได้ เริ่ม พ.ค. นี้

นครชัยแอร์ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ในชื่อ All Thai Taxi ซึ่งเป็นความร่วมกันระหว่าง บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด และ กรมการขนส่งทางบก โดยรถที่ใช้จะเป็นรถ Toyota Prius Hybrid จำนวน 500 คัน ให้บริการ 24 ชั่วโมง พร้อมให้บริการเต็มรูปแบบพฤษภาคมนี้

จุดเด่นของ All Thai Taxi คือรถทุกคันจะมีการติดตั้งระบบ GPS และ CCTV เพื่อใช้ในการติดตามพฤติกรรมของผู้ขับรถตลอดการเดินทาง ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดกรณีการปฏิเสธผู้โดยสารหรือการให้บริการโดยไม่กดมิเตอร์ ในด้านการใช้บริการนั้นผู้ใช้สามารถเรียกใช้บริการได้ผ่านแอปพลิเคชัน All Thai Taxi บนสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android และ iOS ตัวแอปพลิเคชันจะมีระบบ GPS Tracking ทำสามารถเรียกใช้บริการได้ในระยะเวลา 5-10 นาที โดยจะคิดค่าธรรมเนียมในการสมัครใช้บริการ 20 บาทหรือจะเรียกใช้บริการผ่านทางโทรศัพท์เบอร์โทร 1624 ก็ได้เช่นกันและยังคงสามารถโบกเรียกได้เช่นเดียวกับแท็กซี่ทั่วไปในกรณีที่รถคันที่เราโบกนั้นยังไม่ถูกจอง

สำหรับอัตราค่าโดยสารนั้น จะใช้อัตราค่าโดยสารเดียวกับที่ทางราชการกำหนด เริ่มต้นที่ 35 บาทผู้ใช้บริการสามารถเลือกช่องทางการชำระค่าบริการได้ ไม่ว่าจะเป็น เงินสด บัตรเดบิต/เครดิต หรือบัตรเอทีเอ็ม และทุกครั้งที่ใช้บริการเมื่อถึงที่หมายแล้วจะออกใบเสร็จให้ โดยมีรายละเอียด ระยะทาง ราคา รวมถึงสถานที่จากต้นทางถึงปลายทาง

All Thai Taxi นั้นจะมีการควบคุมมาตรฐานของพนักงานขับรถ โดยทุกคนจะต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและได้รับการอบรมด้านการให้บริการจากทางบริษัทก่อนที่จะมาให้บริการได้ พนักงานขับรถทุกคนจะต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มของทางบริษัท พนักงานขับรถของ All Thai Taxi ทุกคนเป็นพนักงานเงินเดือน ไม่มีการเช่ารถขับ มีการให้รางวัลพนักงานขับรถที่ขับรถได้ดี ไม่มีอุบัติเหตุ และมีการติดตามพฤติกรรมของพนักงานทุกคนผ่านระบบ CCTV ที่ติดตั้งอยู่ภายในรถ และผู้ใช้บริการเองก็สามารถรายงานพฤติกรรมของพนักงานขับรถผ่านแอปพลิเคชันได้อีกด้วย

การเปิดตัว All Thai Taxi ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะเป็นการเปิดตัวบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ท่ามกลางข่าวด้านลบของแท็กซี่ในประเทศไทย ทั้งยังรับประกันเรื่องมาตรฐานการให้บริการที่จะไม่มีการปฏิเสธผู้โดยสาร และ ไม่มีการชาร์จค่าโดยสารเพิ่มเติมอีกด้วย

การพัฒนาประเทศไทย ถึงปัญหามุมมองซึ่งแฝงไปด้วยทางออกอันน่าสนใจของแท็กซี่

8

บริษัทที่ให้บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น อย่าง บริษัท อูเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด น้องใหม่มาแรงโดนใจพลพรรคคนชอบใช้บริการรถแท็กซี่ ออกตัวแรงแซงทางโค้งเหล่าพี่แท็กซี่รุ่นเก่าแบบไม่เกรงใจขาใหญ่แม้แต่น้อย จนแล้วจนรอดไม่พ้นเกิดปัญหาสะดุดเกี่ยวกับการให้บริการที่ยังเป็นบริการไม่ถูกกฎหมาย ต้องยอมจำนนรับคำสั่งกรมขนส่ง ยุติบริการแท็กซี่ป้ายดำในไทยทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ร่วมพูดคุยสะท้อนปัญหาจากผู้คร่ำหวอดในระบบคมนาคม อย่าง ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ถึงปัญหา มุมมอง ซึ่งแฝงไปด้วยทางออกอันน่าสนใจหากแท็กซี่เป็นเพียง only one ครองท้องถนนไทย หรืออูเบอร์ ก้าวเข้ามาเดิมพันบนถนนแห่งบริการรถยนต์สาธารณะเต็มตัว ใครจะอยู่ ใครจะไป ทางออกคือสิ่งใด ต้องดู

คำสั่งของกรมการขนส่งทางบก ต่อกรณี บริการ UBER ทั้งในกรณี UBER Black และ UBER X ในเรื่องของการให้บริการที่ผิดกฎหมาย นั่นคือ รถไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะ และพนักงานขับรถไม่ได้รับใบอนุญาตรถยนต์สาธารณะ (ทั้ง UBER Black และ UBER X) นั้น ถูกต้องตามกรอบกฎหมายในปัจจุบัน)การกำกับดูแลระบบแท็กซี่ในปัจจุบัน เป็นการกำกับดูแลเพียงตัวรถ กล่าวคือ รถยนต์ ต้องจดทะเบียนเป็นรถยนต์สาธารณะและผู้ขับขี่ ต้องได้รับใบอนุญาตขับขี่รถโดยสารสาธารณะ และมีการกำกับดูแลการให้บริการ คือ ให้บริการในพื้นที่ที่กำหนด (เช่น ภายในเขตจังหวัด หรือระหว่างจังหวัด) การห้ามปฏิเสธผู้โดยสาร และการกำหนดราคาค่าบริการโดยระบบมิเตอร์ ซึ่งเราเรียกว่าแท็กซี่มิเตอร์ในปัจจุบัน

รูปแบบที่ UBER Black เป็นการจดทะเบียนรถยนต์บริการ (ป้ายเขียว) ในรูปแบบรถยนต์บริการธุรกิจ ซึ่งได้แก่ รถยนต์ที่ใช้บรรทุกคนโดยสารระหว่างท่าอากาศยาน ท่าเรือเดินทะเล สถานีขนส่งหรือสถานีรถไฟกับโรงแรมที่พักอาศัย ที่ทำการของผู้โดยสาร หรือที่ทำการของผู้บริการธุรกิจนั้น ซึ่งในปัจจุบัน ค่าโดยสารของรถยนต์บริการ ผู้ประกอบการสามารถกำหนดค่าโดยสารได้ตามความเหมาะสม ดังเช่นรถลีมูซีนของสนามบิน หรือรถบริการของโรงแรมต่างๆ ซึ่งถ้าจะพิจารณารถยนต์ของ UBER Black ที่ให้บริการในรูปแบบของรถยนต์บริการธุรกิจนั้น ก็ถือว่า ผิดกฎหมาย เช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่มีการให้บริการในรูปแบบที่กำหนดไว้ในกฎหมายแต่อย่างใด ถึงแม้ว่ากรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการตามกฎหมายกับ UBER แต่กรมการขนส่งทางบกมีปัญหาในการกำกับดูแลตามกรอบกฎหมายที่มีอยู่หลายกรณี เช่น กรณีของใบขับขี่รถยนต์สาธารณะ เมื่อปี 2554 การบังคับใช้กฎหมายกรณีรถตู้ป้ายดำ

การแก้ปัญหาแท็กซี่และคนขับไม่ได้มาตรฐานจากการถูกร้องเรียน

ปัญหาคนกรุงกับแท็กซี่แทบจะกลายเป็น “คู่กัด” ของสังคมเมืองบนท้องถนนยามนี้ ที่ฮอตฮิตเป็นประเด็นบ่อยๆคือ แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร หรือเลือกผู้โดยสารในเส้นทางที่อยากจะไป รวมทั้งจงใจเลือกเฉพาะผู้โดยสารต่างชาติ ปัญหาคนกรุงกับแท็กซี่จากแค่สร้างความหงุดหงิดกวนใจเริ่มกลายเป็นปัญหาบานปลายหนักข้อ และน่าห่วงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งที่น่าห่วงไม่แพ้กันคืออาชญากรรมบนรถแท็กซี่ เรื่องราวปัญหาผู้ใช้กับผู้ขับขี่แท็กซี่ถูกนำเสนอตามโลกออนไลน์บ่อยครั้ง ทั้งการบ่นระบาย การถ่ายคลิป การโพสขึ้นโซเชียลมีเดีย แม้กระทั่งเหล่าคนดังบางคนถึงขนาดถ่ายคลิปตัวเองกำลังนั่งสามล้อและต่อว่าแท็กซี่ที่ไม่รับผู้โดยสารอย่างดุเด็ดเผ็ดมันจนมียอดการคลิกชมกดไลค์กดแชร์ถูกอกถูกใจคนกรุงผู้รันทดกับบริการของแท็กซี่

ปัญหาของคนกรุงกับแท็กซี่ มีสาเหตุจากอะไร “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” เข้าไปสำรวจ พบว่าปัจจุบัน ทั่วกรุงเทพมหานคร มีแท็กซี่ในกรุงเทพฯให้บริการถึง 108,500  คัน ด้วยจำนวนแท็กซี่ขนาดนี้ถือว่ามีมาก แต่กลับเกิดปัญหาไม่พอให้บริการ กลายเป็นปัญหาที่ถูกผู้โดยสารร้องเรียนไปยังกรมการขนส่งทางบกมากที่สุดปัญหาหนึ่ง สถิติในช่วงเดือน ต.ค. 54–ก.ย. 55  และ ช่วงเดือน ต.ค. 55 – เม.ย. 56 มีการร้องเรียนเข้ามา 20,162 ราย จากการสอบถามไปยังกรมการขนส่งทางบก ยอมรับว่า แม้จะมีการร้องเรียนปัญหาจากแท็กซี่ดังกล่าวเข้ามา แต่มาตรการทางกฎหมายยังไม่มีการเปรียบเทียบปรับในอัตราขั้นสูงสุด แต่ใช้รูปแบบการลงโทษลักษณะเพิกถอนใบอนุญาต หรือพักใช้ใบอนุญาตหากมีการกระทำผิดซ้ำ ขณะที่หากเกิดปัญหาด้านอาชญากรรม เช่น การข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ลักทรัพย์เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

กระนั้นสิ่งสำคัญที่จะแก้ปัญหาแท็กซี่และคนขับไม่ได้มาตรฐานจากการถูกร้องเรียนดังกล่าวนั่นคือ ขั้นตอนการขอใบอนุญาตขับแท็กซี่ว่ารัดกุม และมีมาตรฐานเพียงใดกรมการขนส่งทางบกระบุกับประชาชาติออนไลน์ว่า มีการกำหนดคุณสมบัติการอนุมัติใบอนุญาตผู้มาขับขี่รถยนต์สาธารณะไว้อย่างรัดกุม หนึ่งในนั้นคือผู้ขอใบอนุญาตต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือถูกเจ้าพนักงานเปรียบเทียบปรับตั้งแต่สองครั้งขึ้นไปสำหรับความผิดเกี่ยวกับการขับรถ เว้นแต่ จะพ้นโทษครั้งสุดท้ายไม่ต่ำกว่าหกเดือนแล้วนอกจากนี้ไม่เคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ หรือความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิด ภยันตรายต่อประชาชน ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดฐานยักยอก ความผิดฐานรับของโจร และความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ เป็นต้น

ปรากฏการณ์รถแท็กซี่ Uber ที่ดราม่าอยู่ในโลกออนไลน์ได้สิ้นสุดลง

ปรากฏการณ์รถแท็กซี่ Uber ที่ดราม่าอยู่ในโลกออนไลน์มาตลอดหลายเดือนเป็นอันต้องสิ้นสุด ด้วยคำสั่งจากกรมขนส่งทางบกที่ระบุให้บริการแท็กซี่ ซึ่งปฏิบัติการด้วยแอพพลิเคชั่นทันสมัยกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย โดยอ้างตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ฐานใช้รถยนต์ผิดประเภทจากที่จดทะเบียนไว้โดยระบุความผิดไปยังคนขับผู้ให้บริการซึ่งไม่มีใบขับขี่สาธารณะและไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ประวัติผู้ขับขี่รถสาธารณะ ซ้ำยังสะท้อนความห่วงใยที่มีต่อประชาชนผู้ใช้บริการในประเด็นของการชำระค่าโดยสารที่ผ่านบัตรเครดิตว่า อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของธุรกรรมผู้ใช้บริการ

คำสั่งข้างต้นจากหน่วยงานรัฐนับเป็นประกาศิตที่บริษัทผู้ให้บริการอย่าง Uber ต้องปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตาม ได้มีแถลงการณ์จาก Uber ให้ชวนคิดในแง่ของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างการแบ่งปันทรัพยากรเศรษฐกิจ หรือ “Sharing Economy” ซึ่งนับเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนสังคมที่น่าอยู่ ตามอุดมคติของการอยู่ร่วมกันแบบเกื้อกูล

Uber เป็นแอพพลิเคชั่นให้บริการและอำนวยความสะดวกการใช้รถแท็กซี่โดยสารสาธารณะที่ปัจจุบันปฏิบัติการอยู่ตามเมืองใหญ่ทั่วโลกกว่า 250 เมือง กว่า 40 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นได้รับการพัฒนาขึ้นที่เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2009 โดยได้รับทุนสนับสนุนตั้งต้นจาก “Benchmark” ซึ่งเป็นกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนการก่อตั้งกิจการออนไลน์ที่สำคัญของโลก ไม่ว่าจะเป็น Twitter และ Instagram โดยภายหลังในปี 2010 Uber ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ อีกกว่า 32 ล้านดอลลาร์ จากบริษัทการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs บริษัทเงินทุนด้านเทคโนโลยีอย่าง Menlo Ventures รวมถึง Jeff Benzos ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเว็บไซต์ Amazon.com โดยมีเป้าหมายในการสร้างแอพพลิเคชั่นที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการแท็กซี่บนฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Uberได้ขยายตัวให้บริการตามเมืองใหญ่ทั่วโลกนำมาสู่ปรากฏการณ์ของการประท้วงจากบรรดาแท็กซี่เจ้าถิ่นได้เกิดขึ้นเป็นระลอก ไม่ว่าจะเป็นที่ลอนดอน ปารีส เบอร์ลิน รวมถึงหลายเมืองในอินเดีย ซึ่งส่งผลให้ภาครัฐต้องทำการทบทวนตัวบทกฎหมายเพื่อพิจารณาการให้บริการเดินรถสาธารณะใหม่บนฐานคิดที่รัฐเองก็ดูจะตั้งหลักแทบไม่ทัน เพราะสิ่งที่รัฐต้องทำคือ การชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ของกลุ่มผู้ให้บริการรายเก่ากับความพึงพอใจของผู้รับบริการ ที่ดูเหมือนจะพออกพอใจกับทางเลือกใหม่ที่ Uber กำลังนำเสนอ

การเข้ามาของเทคโนโลยีที่แทรกซึมในวิถีชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบันเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ในยุค 3G เมื่อผู้บริโภคมีสมาร์ทโฟนติดตามตัวไปทุกที่ทุกเวลา ซึ่งส่งผลให้อำนาจการต่อรองตกไปอยู่ในมือของผู้บริโภคอย่างแท้จริง และนี่คือปรากฏการณ์เศรษฐกิจดิจิทัลของจริงที่รัฐในหลายๆ ประเทศก็ยังคงตื่นตระหนกกับการบายพาสการบังคับบัญชาของภาครัฐด้วยเทคโนโลยีไอที

หลักการบริหารรัฐกิจยุคใหม่ที่ นอกจากรัฐจะต้องเล่นบทบาทในการปกป้องทรัพย์สินและชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองแล้ว รัฐยังต้องกำกับดูแลการบริการโดยส่งเสริมให้กลไกตลาดทำงาน เพื่อสร้างทางเลือกและการบริการที่มีประสิทธิภาพให้กับผู้บริโภคภายใต้มาตรฐานการบริการที่รัฐตั้งไว้ ทั้งนี้หากรัฐเห็นวี่แววการทำงานของกลไกตลาดที่ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นการครอบงำตลาดของกลุ่มทุนบางกลุ่ม การบริการที่ไม่เพียงพอ มาตรฐานการบริการที่ตกต่ำ รวมไปถึงทางเลือกของผู้บริโภคที่ถูกจำกัดแล้ว ภาครัฐเองต้องเล่นบทบาทเข้าไปแทรกแซงเพื่อทำให้กลไกตลาดสมบูรณ์และสร้างการแข่งขัน อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริการให้กับประชาชน

Uber Taxi แท็กซี่รูปแบบใหม่ที่แสนสะดวกที่ราคาถูกกว่าเดิม


TAXI คือ รถบริการที่คนในกรุงเทพมหานครใช้บริการมากพอสมควร ซึ่งทุกวันนี้เราไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าแท็กซี่ก็เป็นหนึ่งในช่องทางการโดยสารที่สะดวก รวดเร็ว แถมยังมีให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง รถแท็กซี่ที่มีอยู่ใน กทม.นั้นค่อนข้างมีจำนวนมาก คำถามที่ทุกกคนให้ความสนใจ คือปริมาณของ TAXI อยู่ในขนาดที่เหมาะสมหรือยัง  ซึ่งนอกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของปริมาณรถ TAXI แล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์คือ คุณภาพการให้บริการ เช่น การเลือกให้บริการ การส่งไม่ถึงที่ ร่วมถึงการกระจุกตัวของ TAXI ในพื้นที่ที่เป็นศูนย์การค้า เป็นต้น

Uber Taxi ได้นำบริการ Uber BLACK มาเปิดตัวในประเทศไทย ยกระดับความสะดวกสบายและหรูหราในการเดินทางให้กับชาวกรุงเทพมหานคร ด้วย Toyota Camry, Mercedes Benz E-Class และ Honda Accord ด้วยอัตราค่าโดยสาร เริ่มต้น 45 บาท โดยคิดค่าบริการในอัตรา 2.50 บาทต่อนาที และ 9.20 บาทต่อกิโลเมตร ถึงแม้อัตราค่าบริการจะสูงกว่าแท็กซี่ทั่วไปอยู่มาก แต่ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการให้บริการจากผู้ขับขี่ที่เป็นมืออาชีพ รถยนต์ที่หรูหราและสะอาด และมีความปลอดภัย หลีกเลี่ยงปัญหาที่จะพบกับแท็กซี่ในรูปแบบเดิม ๆ ซึ่งภายหลังได้ขยายขอบเขตการให้บริการไปยังภาคใต้ ณ จังหวัดภูเก็ต เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกันอีกด้วย ในช่วงแรก uberX มีจำนวนรถที่ให้บริการจำกัด จึงได้มีกำหนดขอบเขตพื้นที่การให้บริการอยู่ในกรุงเทพชั้นในเสียเป็นส่วนใหญ่ หากใครอยู่ในพื้นที่บริการ ก็สามารถเรียกใช้งานกันได้เลย นอกจากความประหยัดแล้ว ยังได้เดินทางด้วยรถยนต์ที่สะอาด และการให้บริการแบบมืออาชีพ ซึ่งอีกไม่นานเกินรอ พื้นที่ให้บริการจะครอบคลุมมากกว่านี้อีกอย่างแน่นอน การเรียกใช้ UberX ได้ง่ายๆ ถ้าใครยังไม่เคยใช้เลยก่อนอื่นก็สมัคร Uber account จากนั้นก็เปิดแอปบน smartphone ดูบน live map จะแสดงรถ icon สีน้ำเงินที่อยู่ใกล้ๆ เราพร้อมเวลาที่จะมาถึงโดยประมาณ แล้วก็กดเรียกได้เลย

สิ่งสำคัญที่เป็นจุดเด่นอีกอย่างของ Uber ก็คือความสะดวก เมื่อถึงที่หมาย เราก็ลงจากรถได้เลย ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินสดอะไรทั้งนั้น (ไม่ต้องทิปด้วย) ไม่มีเงินติดตัวซักบาทก็นั่งได้ ระบบจะตัดเงินจากบัตรเครดิตที่ให้ไว้ตั้งแต่แรกเอง และเราจะได้ใบเสร็จที่บอกรายละเอียดการเดินทางทั้งหมดทางอีเมล

GrabTaxi โดยสารรถแท็กซี่อย่างปลอดภัยและมั่นใจ

ตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่หน้าฝนโดยสมบูรณ์แล้ว แม้ว่าหน้าฝนจะมาช้ากว่าปกติก็เถอะ ซึ่งปัญหาหลักสำหรับทุกคนที่ไม่ได้มีรถส่วนตัว หรือบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงานคือเดินทางลำบาก และในเวลาที่ฝนตกส่วนมากเราก็จะนึกถึงแท็กซี่ใช่ไหมครับ เพราะว่าเป็นทางเดียวที่เราจะเดินทางได้รวดเร็วโดยที่เปียกฝนน้อยที่สุด แต่แท็กซี่บ้านเราส่วนมากจะเป็นอินดี้แท็กซี่ ที่มาพร้อมกับข้ออ้างหลัก 2 ประการคือ “ส่งรถ” กับ “แก๊สหมด”

บริการเรียกรถแท็กซี่จึงค่อนข้างเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ฝนตกหรือสถานการณ์ปกติ เพราะอย่างน้อยก็เป็นหลักประกันเรื่องความปลอดภัยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องโทรเรียกก็คงจะไม่สะดวกสำหรับหลายคน เพราะไหนจะต้องเสียค่าเรียกแท็กซี่เป็นจำนวนเงิน 20 บาทแล้วยังต้องเสียค่าโทรศัพท์อีก ซึ่งในปัจจุบันก็มีแอพพลิเคชันเรียกรถแท็กซี่ออกมาให้เลือกใช้บริการมากมาย บางเจ้าดูน่าสนใจและได้รถแท็กซี่หรูหรา แต่ก็มีราคาที่แพงจนบางครั้งต้องคิดให้ดีก่อนที่จะกดใช้บริการกันเลยทีเดียว สำหรับแอพที่เราจะมาแนะนำในวันนี้คือแอพเรียกแท็กซี่ที่มีชื่อว่า GrabTaxi จุดเด่นของแอพนี้คือพี่แท็กซี่ที่เราเรียกมาเนี่ยจะเป็นแท็กซี่ธรรมดาที่วิ่งกันอยู่บนท้องถนนนี่แหละ เพราะฉะนั้นค่าบริการก็จะคิดตามปกติ จะมีเพียงค่าธรรมเนียมที่จะต้องจ่ายเพิ่มในราคา 25 บาทเท่านั้น (คิดดูแล้วก็พอๆ กับการโทรไปศูนย์วิทยุแท็กซี่เลย ค่าเรียก+ค่าโทรเรียก) ที่สำคัญคือเราจิ้มๆ หน้าจอไม่กี่ครั้งเอง สะดวกมากๆ เลย สำหรับการใช้งานแอพ GrabTaxi ครั้งแรกจำเป็นที่จะต้องสมัคร Account ก่อน ถึงแม้ตัวแอพจะไม่บังคับให้เราสมัคร Account ตั้งแต่แรกก็จริง แต่เวลาที่เราจะเรียกใช้บริการแท็กซี่ยังไงก็ต้องสมัคร โดยหลักฐานที่ใช้ยืนยันตนก็จะเป็นเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น วิธีการก็ไม่ยาก เข้าแอพ GrabTaxi จากนั้นเลือกที่ Profile แล้วก็ทำการสมัคร ให้เรากรอกข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองลงไป

สำหรับภาพรวมของ GrabTaxi ก็เป็นแอพที่ใช้งานง่าย อินเตอร์เฟสก็ดูสะอาดตา ใช้งานไม่ยากเลย แถมยังช่วยการันตีความปลอดภัยให้กับเราได้ในระดับหนึ่งด้วย เพราะอย่างน้อยเราก็จะเห็นหน้าตาคนขับรถรวมถึงป้ายทะเบียนรถ ที่สำคัญยังสามารถแชร์ขึ้น Facebook ได้ด้วยว่าตอนนี้เรากำลังอยู่บนรถทะเบียนอะไร กำลังจะไปที่ไหน และยังมีการเก็บประวัติการใช้งานไว้ใน Account ด้วย อย่างน้อยที่สุดเวลาที่เราลืมของไว้บนรถแท็กซี่ก็ยังพอจะตามคืนได้ง่ายกว่าเรียกปกติแน่นอน โดยสารอย่างปลอดภัยและมั่นใจ นอกจากเราจะพิจารณาประวัติผู้ขับรถแท็กซี่และคัดกรองแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการอย่างระมัดระวังในขั้นต้นแล้ว GrabTaxi ยังมีระบบ GPS ซึ่งจะทำการค้นหาตำแหน่งของผู้โดยสารโดยอัตโนมัติ เมื่อทำการเรียกรถ แท็กซี่ที่เดินทางมารับ จะปรากฎใบหน้า ทะเบียนรถและเบอร์ติดต่อ อีกทั้งยังสามารถแชร์ข้อมูลขณะเดินทางแบบเรียลไทม์ขณะโดยสารจนถึงจุดหมายพร้อมกันนี้ผู้โดยสารยังสามารถแสดงความคิดเห็นและโหวตให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อแท็กซี่ได้ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางที่เรานำมาประเมินผู้ขับรถแท็กซี่ในระบบทุกวันด้วย

บริการ Easy Taxiเป็นอีกทางเลือกของบริการแท็กซี่ในปัจจุบันนี้

สำหรับการเดินทางในปัจจุบันนี้รถแท็กซี่เป็นบริการที่สะดวกสบาย ใช้ง่ายแต่าค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการเดินทางด้วยวิธีอื่น ในการโบกเรียกแท็กซี่ สามารถโบกเรียกได้ตามท้องถนน หรือที่จุดเรียกแท็กซี่ ซึ่งจะมีอยู่ตามหน้าสถานีรถไฟหรือสถานที่ท่องเที่ยว ในการเรียกแท็กซี่ต้องสังเกตที่ไฟด้านหน้ากระจกรถสว่างอยู่ หรือเป็นสีเขียวแสดงว่ารถคันนั้นไม่ว่าง หรือมีคนจองอยู่ เพื่อไม่ให้เสียเวลาหรือเพื่อความรวดเร็วจึงแนะนำเป็นการใช้บริการ  Easy Taxi

ซึ่งEasy Taxi เป็น app อีกตัวหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่งสูงในปัจจุบันนี้ เพราะใช้งานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็วอีกทั้งยังปลอดภัย ทั้งนี้จะต้องDownload AppEasy Taxi ลงในมือถือก่อน ซึ่งตัว App นี้ไม่ค่อยมีอะไรซับซ้อนใช้งานง่ายมีภาษไทยโดยมีจุดประสงค์หลักๆ ในเรื่องของความสะดวกสบายและความปลอดภัยทั้งแท๊กซี่และผู้โดยสาร เนื่องจากมีเมนูหลักๆ อยู่ 5 เมนู คือ เรียกแท๊กซี่ ประวัติรายการ ข้อมูล ช่วยเหลือ และเกี่ยวกับเรา ซึ่งสามารถดูได้ว่ามี แท๊กซี่ที่ลงทะเบียนไว้แถวนั้นมีกี่คันอีกทั้งสถานที่มารับจะมีระบุไว้เรียบร้อยแต่ถ้าไม่มีก็สามารถเพิ่มเข้าไปเองได้ให้เลือกสถานที่สำคัญใกล้ๆเอาไว้ นอกจากนี้ยังสามารถใส่ข้อความเพิ่มเติมได่อย่างเช่น ตำแหน่งที่รอ และบอกสีเสื้อได้ด้วย

ในการเรียกแท๊กซี่ระบบจะเลือกรถแท๊กซี่ที่อยู่ใกล้ๆมา และหากมีแท๊กซี่คันไหนตกลงให้บริการโดยมีข้อจำกัดจะต้องอยู่ใกล้และมาถึงสถานที่รับก่อนคันนั้นก็จะได้รับเลือกจากระบบ ฉะนั้นเมื่อแท๊กซี่ตกลงให้บริการแล้วก็จะมีข้อความแจ้งเตือนว่า เราหาคนขับให้คุณได้แล้ว

นอกจากนี้ควรทราบเมื่อมีการเรียกใช้ บริการ  Easy Taxi
1.ต้องชำระค่าบริการเป็นเงินสดให้ แท๊กซี่ ประมาณ 25 บาทขึ้นไป
2.มิเตอร์จะนับตั้งแต่ผู้โดยสารขึ้นรถไม่ใช่เมื่อเรียกแท๊กซี่
3.ตัว Appสามารถแชร์สถานะลง Social ได้ด้วย
4.สามารถ comment ได้ว่าคันไหนขับดีหรือไม่ดี

จะเห็นได้ว่าหารใช้ Appบริการ  Easy Taxiนั้นค่อนข้างที่จะสะดวกและรวดเร็วและแท๊กซี่ในระบบได้ทำการคัดกรอกขอมูลของคนขับแท๊กซี่มาแล้วระดับหนึ่ง อีกทั้งการใช้บริการ  Easy Taxi ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาแท๊กซี่ในสังคมได้อีกด้วย

ข้อควรรู้สำหรับผู้หญิงนั่งแท็กซี่คนเดียวยังไงให้ปลอดภัย


ปัจจุบันนี้ คุณผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ที่ต้องใช้บริการแท็กซี่ในการเดินทางอยู่บ่อยๆ และหลายครั้งก็ต้องเดินทางคนเดียว และอีกหลายครั้งที่ต้องเดินทางในช่วงดึกหรือช่วงกลางคืน แต่การนั่งแท็กซี่สมัยนี้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยทุกครั้งหรือร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะมีแท็กซี่ดีๆ และบริการดีเยี่ยมอยู่จำนวนมากก็ตาม เนื่องจากมีข่าวในทางร้ายเกี่ยวกับแท็กซี่ให้เห็นอยู่บ่อยๆ บ่อยครั้งที่เราต้องเดินทางคนเดียวในเวลากลางคืน ยิ่งในช่วงฝนตกแบบด้วยแล้ว “แท็กซี่” จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะพาเรากลับถึงบ้านได้ในเวลารวดเร็ว แต่ภายใต้ความสะดวกสบายของการใช้บริการรถแท็กซี่นั้น อาจจะมีภัยร้ายแฝงอยู่ก็ได้ หลายครั้งที่เราได้ยินข่าวคราวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นบนรถแท็กซี่ ทั้งการจี้ชิงทรัพย์ การปล้น และการก่ออาชญากรรมทางเพศ เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภัยร้ายเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน โดยที่เราเองก็อาจจะคาดไม่ถึง

ดังนั้น วันนี้เราจึงมีวิธีการดูแล และระมัดระวังตัวเอง สำหรับสาวๆ ที่จำเป็นต้องใช้บริการแท็กซี่คนเดียว โดยเฉพาะในยามวิกาลมาฝากกันค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีใครเดินมาส่งขึ้นรถได้ ก็จะดีมากค่ะมาส่งแล้วก็ขอจดทะเบียนรถ และชื่อคนขับเอาไว้ เพื่อเป็นการระวังภัยในชั้นต้น พร้อมทั้งให้โทรรายงานเป็นระยะๆ ว่าตอนนี้เดินทางไปถึงจุดไหนแล้ว ใกล้ถึงหรือยัง ฯลฯ

อีกวิธีหนึ่ง ก็คือ การใช้บริการศูนย์เรียกรถแท็กซี่ ซึ่งสามารถกรองได้ในระดับหนึ่ง เพราะจะมีการบอกทะเบียนรถล่วงหน้า ซึ่งเราสามารถใช้เป็นข้อมูลเพื่อบอกคนใกล้ชิดเอาไว้ในเบื้องต้นได้เช่นกัน สำหรับสาวๆ ที่ต้องยืนโบกแท็กซี่เองคนเดียวข้างถนน เมื่อขึ้นรถแล้วควรจำทะเบียนรถแท็กซี่ ป้ายชื่อคนขับ และรูปพรรณคนขับ
พร้อม ทั้งโทรศัพท์ไปบอกข้อมูลเหล่านี้ให้ญาติพี่น้อง คนใกล้ชิด หรือเพื่อนฝูงได้รู้ไว้ บอกไปว่าตอนนี้อยู่บนแท็กซี่สีอะไร ทะเบียนอะไร ขึ้นที่ไหน กำลังจะไปที่ไหน ต้องผ่านทางไหนบ้าง และน่าจะถึงประมาณช่วงเวลาไหน ให้ละเอียด เพื่อเป็นการป้องกันภัยชั้นแรก

ส่วน การเลือกที่นั่งบนรถ ควรเลือกนั่งทางด้านหลังคนขับ เพราะหากคนขับเป็นคนร้าย ก็จะทำให้คนร้ายเกิดอาการห่วงหน้าพะวงหลังกับการขับรถ จนทำให้ลงมือได้ลำบากนั่นเอง อย่างไรก็ดี หากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้น เวลาที่สาวๆ จะหนีออกจากรถนั้น ไม่ควรเสี่ยงที่จะใช้ประตูทางด้านขวา เพราะว่าคนร้ายอาจจะลงจากรถแล้วมาถึงตัวเราได้อย่างรวดเร็ว สรุปแล้ว อย่างที่บอกไว้แต่แรกว่า หากเราเตรียมตัวหรือป้องกันภัยในเบื้องต้นได้ ด้วยการให้ข้อมูลรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับคนขับรถ เส้นทางที่เราจะไป (ว่ามีทางตรง ทางลัด ทางอ้อมอะไรหรือไม่ ยังไง) และตำแหน่งของตัวเอง ให้คนอื่นๆ ในครอบครัวหรือเพื่อนๆ ได้รู้เป็นระยะๆ ก็จะเป็นการดี

ทั้ง นี้ทั้งนั้น คุณสาวๆ ควรตั้งสติและเตรียมพร้อมให้ดีอยู่ตลอดเวลา เพราะหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้น การมีสติและการเตรียมพร้อมสำหรับการรับสถานการณ์ล่วงหน้า จะช่วยให้แก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีกว่านั่นเอง

 

การดูแลและป้องกันตนเองในการใช้รถแท็กซี่

ปัจจุบันรถสาธารณะที่มีนิยมใช้บริการกัน

ในปัจจุบันนี้ก็มี เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ รถใต้ดิน หรือรถแท็กซี่ ซึ่งถ้าจะว่าไปในอีกด้านบางครั้งการที่เราต้องอาศัยพึ่งพารถสาธารณะ ผู้โดยสารต้องฝากชีวิตไว้ที่คนขับซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน และจะดูแลเราได้ดีแค่ไหน เรื่องนี้ก็คงไม่มีใครทราบ ดังนั้นผู้โดยสารทุกคนก็ต้องรักษาดูแลตัวเองกันให้ดีด้วยตัวเองในระดับนึง บ่อยครั้งที่เราต้องเดินทางคนเดียวในเวลากลางคืน ยิ่งในช่วงฝนตกแบบด้วยแล้ว แท็กซี่จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะพาเรากลับถึงบ้านได้ในเวลารวดเร็ว แต่ภายใต้ความสะดวกสบายของการใช้บริการรถแท็กซี่นั้นอาจจะมีภัยร้ายแฝงอยู่ก็ได้

ในช่วงเวลาที่วุ่นวายนั้นประชาชนบางส่วนก็จำเป็นต้องเลือกใช้บริการรถแท็กซี่เพื่อความสะดวกรวดเร็ว แต่เพราะปัจจุบันมักมีข่าวจี้ ปล้น ข่มขืน บนรถแท็กซี่ออกมาให้เห็นกันรายวัน ทำให้ผู้ใช้บริการหลายคนเกิดความกังวลใจ โดยเฉพาะคุณสาว ๆที่ต้องโดยสารรถแท็กซี่ในเวลากลางคืนด้วยแล้ว ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ การนั่งแท็กซี่กลายเป็นระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่สะดวกสบาย แต่หลายๆคนก็ยังไม่คลายกังวลใจกับข่าวอาชญากรรมรายวันเรื่องแท็กซี่ปล้น ทำมิดีมิร้ายกับผู้โดยสาร ในทางกลับกันผู้โดยสารจี้ ปล้นคนขับแท็กซี่ สังคมเมืองมีพฤติกรรมในการทำงานที่เร่งรีบ ทำให้หลายๆคนอาศัยการโดยสารรถแท็กซี่ในการเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่ต้องใช้รถ

หลายท่านอาจจะเจอกับปัญหาหลากหลายแบบ

อย่างแท็กซี่ปฎิเสธผู้โดยสารบ้าง การโกงค่าโดยสาร, การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารในช่วงเวลาเร่งรีบ,ชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้เยอะแยะ,ขับรถไม่สุภาพ ,ยิ่งตอนนั่งรถตอนกลางคืนนะแทบไม่อยากกระพริบตาเลยทีเดียวคิดว่าเราจะถึงที่หมายอย่างปลอดภัยหรือไม่ และยังมีปัญหาอื่นๆอีกมากมาย แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับแท็กซี่เหล่านี้ดี บางท่านคงทำได้แต่โพสลงหน้า Facebook หรือระบายผ่านช่องทางต่างๆปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็ยังไม่มีมาตรการไหนที่จะใช้ในการจะป้องกันเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้โดยสารได้ผลอย่างชัดเจน และจริงจัง ผู้ใช้บริการอย่างเราเราก็ได้แต่ต้องดูแลตัวเองในเรื่องความปลอดภัย สรรหาวิธีต่างๆมาเพื่อที่จะไม่ให้ตนเองตกเป็นเหยื่อ

ความปลอดภัยในรถแท็กซี่

1. เริ่มตั้งแต่ก่อนขึ้นรถ ตอนที่บอกทางก็สังเกตว่าในรถมีทะเบียนรถที่เป็นแผ่นเหล็กติดอยู่ที่ประตูหรือไม่
2. ถ้าโดยสารไปคนเดียว ควรเลือกนั่งเบาะหลังที่นั่งคนขับ โดยให้ชิดประตูด้านขวาเพราะมีเบาะกั้นและอยู่ด้านเดียวกับคนขับ
3. ถ้าไม่รู้ทาง ก็พยายามอย่าบอกว่าไม่รู้เส้นทาง ถ้าคนขับถามว่าไปทางไหนดี ก็ควรบอกว่าไปทางไหนก็ได้ที่รถไม่ติด และไม่เข้าซอยเปลี่ยว
4. ควรคุยกับคนขับเฉพาะเรื่องเส้นทางเท่านั้น ไม่ควรคุยเรื่องส่วนตัว
5. หากเห็นท่าทางไม่ดี ให้โทรหาคนที่ไว้ใจได้เพื่อแจ้งรายละเอียดของรถ ทะเบียน สี ยี่ห้อ และเมื่อสบโอกาสให้รีบหนีจากรถ แล้วแจ้งตำรวจทันที
6. ถ้าเขายิ่งขับเร็ว บอกให้จอดก็ไม่จอด ให้ตั้งสติดีๆแล้วเปิดประตูออกสักด้านหนึ่ง
7. ถ้าเขาพาไปถึงที่เปลี่ยวแล้ว อย่ายอมให้คนร้ายประชิดตัว ชิงออกมาก่อน